สิทธิด้านแรงงานเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยควรรู้

คำถาม : แรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยต้องได้รับค่าจ้างวันละเท่าไหร่
คำตอบ : ในประเทศไทยมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหลายโซน โดยแต่ละโซนจะมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ต่างกัน ต่ำสุดอยู่ที่วันละ337 บาท สูงสุดอยู่ที่วันละ 400 บาท (ดังนั้นแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยต้องหาข้อมูลเพื่อให้รู้ว่าตนเองทำงานอยู่ที่จังหวัดอะไร และ จะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำวันละเท่าไหร่)
*หมายเหตุ : ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นฐานค่าจ้างที่กำหนดเป็นพื้นฐาน นายจ้างไม่สามารถที่จะจ่ายค่าจ้างที่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ ยกเว้นอาชีพที่กฎหมายยกเว้นไว้ ส่วนนายจ้าง ลูกจ้างใดจะตกลงกันจ่ายค่าจ้างที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำก็สามารถตกลงกันได้
คำถาม : แรงงานข้ามชาติทุกคนที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยจะได้ค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนี้ไหม
คำตอบ : แรงงานโดยส่วนใหญ่ในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นแรงงานคนงานไทยเอง หรือแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานจะได้รับค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ก็ยังมีบางอาชีพที่ไม่ได้ค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ แต่จะได้รับค่าจ้างตามที่ตกลงกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง(ซึ่งอาจจะต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ) ได้แก่ ลูกจ้างในภาคเกษตรที่เป็นการจ้างงานตามฤดูกาล ลูกจ้างในเรือประมง

คำถาม : แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานเป็นแม่บ้านจะได้ค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไหม และจะได้รับสิทธิด้านแรงงานในเรื่องใดบ้าง
คำตอบ : คนงานทำงานบ้าน (แม่บ้าน) ในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มที่ 1 แม่บ้านที่ทำงานในบริษัทรับทำความสะอาดซึ่งจะถูกส่งไปทำงานทำความสะอาดในที่ต่าง ๆ และแม่บ้านที่ทำงานกับนายจ้างที่ประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย แม่บ้านกลุ่มนี้จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทั้งหมด กลุ่มที่ 2 เป็นแม่บ้านที่ทำงานในบ้านนายจ้างที่ไม่ได้ทำธุรกิจรวมอยู่ด้วย แม่บ้านกลุ่มนี้จะได้รับการคุ้มครองตามกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานทำงานบ้าน ซึ่งจะได้รับสิทธิที่ต่างออกไปในบางเรื่อง โดยหลัก ๆ จะได้รับสิทธิดังนี้
- ค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
- มีวันหยุดประจำสัปดาห์ละ 1 วัน
- ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง พัก 1 ชั่วโมง
- ลาป่วยได้ตามที่ป่วยจริง โดยได้รับค่าจ้าง 30 วันต่อปี
- มีวันหยุดตามประเพณี 13 วัน รวมวันแรงงานแห่งชาติ
- วันหยุดพักผ่อนประจำปี 6 วันต่อปี
- ลากิจธุระอันจำเป็นได้ 3 วัน ต่อปี
- ลาคลอดบุตรได้ 98 วันต่อปี ได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง 50 เปอร์เซ็นต์ (แม่บ้านประเภทนี้จะยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้ จึงไม่ได้รับสิทธิอีก 50 เปอร์เซ็นต์จากประกันสังคม)
- ได้รับค่าจ้างในวันหยุดเพิ่มอีก 1 เท่าจากค่าจ้างรายวันในวันทำงานปกติ

คำถาม : ลูกจ้างต้องทำงานวันละกี่ชั่วโมง จึงจะได้ค่าจ้างขั้นต่ำ
คำตอบ : กฎหมายไทยกำหนดว่า “วันทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง” นั่นหมายถึงเมื่อลูกจ้างทำงานครบ 8 ชั่วโมงจะต้องได้รับค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างเป็นอัตรา 2 เท่าของค่าจ้างรายวัน (ลูกจ้างที่รับค่าจ้างเป็นรายวัน)
คำถาม : ถ้าลูกจ้างทำงานเกินเวลา 8 ชั่วโมงจะได้ค่าจ้างสำหรับหรับการทำงานที่เกิน 8 ชั่วโมงนั้นหรือไม่
คำตอบ : ถ้านายจ้างให้ลูกจ้างทำงานเกินกว่า 8 ชั่วโมง เรียกว่า “การทำงานล่วงเวลา” ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติ 1.5 เท่าของค่าจ้างรายชั่วโมง และหากทำงานล่วงเวลาในวันหยุดลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างในการทำงานล่วงเวลา 3 เท่า ของค่าจ้างรายชั่วโมง

คำถาม : ลูกจ้างที่ทำงานจะมีวันหยุด วันลาหรือไม่
คำถาม : ลูกจ้างจะมีวันหยุด 3 ประเภท ได้แก่ (1) วันหยุดประจำสัปดาห์ เมื่อทำงานติดต่อกันไม่เกิน 6 วัน ต้องได้หยุด 1 วัน (2) วันหยุดตามประเพณีปีละไม่น้อยกว่า 13 วัน รวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย และ (3) วันหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละไม่น้อยกว่า 6 วัน
ส่วนวันลา ลูกจ้างมีสิทธิลาได้ดังนี้ (1) ลาป่วย ได้ตามที่ป่วยจริง โดยจะได้รับค่าจ้างปีละไม่เกิน 30 วัน (2) ลากิจ ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อทำกิจธุระอันจำเป็นโดยได้รับค่าจ้างปีละ 3 วัน (3) ลาคลอด ลูกจ้างมีสิทธิลาคลอดได้ครรภ์ละ 120 วัน (กฎหมายลาคลอดใหม่จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 7 ธันวาคม 2568) โดยได้รับค่าจ้าง 50 เปอร์เซ็นต์จากนายจ้าง(60 วันตามกฎหมายใหม่) อีก 50 เปอร์เซ็นต์ได้รับจากประกันสังคม (ลูกจ้างต้องเข้าสู่ระบบประกันสังคม-กฎหมายประกันสังคมยังไม่เปลี่ยน ยังรับเงินในส่วนนี้กับประกันสังคมได้แค่ 45 วันเท่านั้น) (4) ลาเพื่อทำหมัน ตามที่แพทย์กำหนดโดยได้รับค่าจ้าง

คำถาม : หากแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยแล้วเกิดเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน หรือเจ็บป่วยที่เนื่องมาจากการทำงาน จะมีสิทธิอะไรหรือไม่
คำตอบ : แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยส่วนใหญ่จะต้องเข้าสู่ระบบประกันสังคมซึ่งเป็นกองทุนในการดูแลลูกจ้างที่เจ็บป่วยหรือประสบอันตรายนอกงาน ซึ่งในกองทุนประกันสังคมนี้ลูกจ้างจะได้รับสิทธิประโยชน์ 7 กรณีด้วยกันได้แก่ (1) กรณีเจ็บป่วย (2) กรณีเสียชีวิต (3) กรณีทุพพลภาพ (4)กรณีคลอดบุตร (5) กรณีสงเคราะห์บุตร (6) กรณีประกันว่างงาน และ (7) กรณีชราภาพ ในปัจจุบันยังมีลูกจ้างบางอาชีพที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคม ได้แก่ ลูกจ้างทำงานบ้านที่นายจ้างไม่ได้ประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย (แม่บ้าน) ลูกจ้างในภาคเกษตรที่เป็นการจ้างงานตามฤดูกาล และลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในกิจการค้าหาบเร่ /แผงลอย
ส่วนในกรณีที่ลูกจ้างเจ็บป่วย ประสบอันตรายในระหว่างการทำงาน ลูกจ้างจะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายกองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดเก็บจากนายจ้างเพื่อใช้ในการดูแลและเยียวยาลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน โดยกองทุนเงินทดแทนจะมีสิทธิประโยชน์ 5 ประการด้วยกันได้แก่ (1) ค่ารักษาพยาบาล (2) เงินช่วยเหลือจากการขาดรายได้ (3) เงินช่วยเหลือจากการสูญเสียอวัยวะ (4) เงินช่วยเหลือกรณีลูกจ้างทุพพลภาพ (5) เงินช่วยเหลือหากลูกจ้างตาย ปัจจุบันยังมีลูกจ้างในบางอาชีพที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน ได้แก่ ลูกจ้างทำงานบ้านที่นายจ้างไม่ได้ประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย (แม่บ้าน) แรงงานในภาคเกษตรที่เป็นการจ้างงานตามฤดูกาล ลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในกิจการค้าหาบเร่ /แผงลอย

คำถาม : แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย สามารถรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสหภาพแรงงานได้หรือไม่
คำตอบ : ปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่อนุญาตให้แรงงานข้ามชาติรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหภาพแรงงาน แต่ไม่จำกัดในการเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานที่มีอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีสหภาพแรงงานหลายแห่งในประเทศไทยที่เปิดรับแรงงานข้ามชาติเข้ามาเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน
คำถาม : ในเมื่อแรงงานข้ามชาติไม่สามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ แล้วถ้าแรงงานข้ามชาติอยากได้สิทธิและสวัสดิการที่ดีขึ้นจะทำอย่างไร
คำตอบ : แรงงานข้ามชาติในสถานประกอบการสามารถรวมตัวกันระดมลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างได้ เป็นสิทธิที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ปัจจุบันก็มีแรงงานข้ามชาติหลายโรงงานในบางพื้นที่ใช้การรวมตัวระดมลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างได้สำเร็จ มีสภาพการจ้างที่ดีขึ้น นอกจากจากนี้ แรงงานข้ามชาติยังสามารถได้รับการเลือกตั้งจากเพื่อน ๆ ในโรงงานให้เป็น คณะกรรมการลูกจ้าง (ตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์) เป็นคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบการ(ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน) ได้ ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่แรงงานข้ามชาติสามารถมีตัวแทนในการพูดคุยเรื่องสิทธิและสวัสดิการต่าง ๆ กับนายจ้างได้

คำถาม : หากแรงงานข้ามชาติไม่ได้รับสิทธิตามที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ จะต้องดำเนินการอย่างไร
คำตอบ : หากลูกจ้างไม่ได้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ลูกจ้างต้องไปยื่นคำร้องที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในแต่ละจังหวัดเพื่อให้เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งให้นายจ้างดำเนินการเพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด หรือลูกจ้างสามารถนำเรื่องขึ้นสู่ศาลแรงงานเพื่อให้ได้รับสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด



