แถลงการณ์วันแรงงานสากล 2026

ถึงพี่น้องแรงงานทุกท่าน…

ในปีนี้ ชีวิตของชนชั้นแรงงานต้องเผชิญกับแรงกระทบอย่างรุนแรง ทั้งจากปัจจัยภายนอกประเทศและปัจจัยภายในที่ซ้ำเติมกันอย่างต่อเนื่อง

1. สถานการณ์ภายนอกประเทศ ในระดับโลก ที่ไม่อาจมองข้ามได้คือ “สงคราม”

สงครามซึ่งถูกจุดขึ้นโดยชนชั้นนำของโลก การตัดสินใจอาจเกิดจากคนเพียงไม่กี่คน หรือแม้แต่คนเพียงคนเดียว แต่ผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบกลับเป็นชนชั้นแรงงานทั่วโลก

ผลกระทบดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ทำให้แรงงานจำนวนมากต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการตกงาน

ยิ่งไปกว่านั้น แรงงานในประเทศที่อยู่ท่ามกลางสงครามยังต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทั้งการบาดเจ็บล้มตาย และการพลัดถิ่นของครอบครัว ทั้งที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเหล่านั้นแต่อย่างใด

2. ขณะเดียวกัน สถานการณ์ภายในประเทศเองก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

สถานการณ์ทางการเมืองขาดเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาไม่ถึงสามปี ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาลหลายครั้ง รวมถึงการยุบพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองโดยรวม

ด้านเศรษฐกิจยังคงซบเซาอย่างยาวนาน แรงงานจำนวนมากเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้น หลายคนจำเป็นต้องเข้าสู่การจ้างงานรูปแบบอิสระโดยขาดหลักประกันที่มั่นคง

เชียงใหม่ของเราเอง พึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหลัก ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมันและค่าตั๋วโดยสาร

ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ถดถอยและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐควรมีบทบาทในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นค่าจ้าง การขยายสวัสดิการ หรือการควบคุมราคาสินค้า ดังเช่นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้และเยอรมนี ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างไม่ลังเลในวิกฤตโควิด เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของแรงงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏในประเทศไทยกลับเป็นความล้มเหลว

ยิ่งไปกว่านั้น ระบบประกันสังคม ซึ่งควรทำหน้าที่เป็น “หลักประกันขั้นพื้นฐาน” ของแรงงาน กลับเผชิญกับปัญหาหลายประการ ทั้งข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสในการบริหารจัดการ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ต่ำ และการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ที่ไม่เพียงพอ

สำคัญที่สุด เรื่องพื้นฐานที่สุดอย่างสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของเราเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งมลพิษทางอากาศที่เราสูดเข้าไปทุกวัน อุณหภูมิที่สูงขึ้น จนทำงานกลางแจ้งไม่ได้ และการปนเปื้อนของสารเคมีในแหล่งน้ำ ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของเราและคนที่เรารัก

เรื่องเหล่านี้ทำให้ชีวิตของแรงงานเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แผนชีวิตที่เคยวางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างครอบครัว การส่งบุตรหลานเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ หรือการมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ต่างต้องเผชิญกับข้อจำกัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแนวโน้มของความไม่มั่นคงดังกล่าวก็ยังไม่ปรากฏสัญญาณว่าจะคลี่คลายในระยะเวลาอันใกล้

3. ข้อเสนอของเรา

ท่ามกลางความเปราะบางที่เกิดขึ้น เราขอเสนอสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด ไม่ซับซ้อน แต่จะเป็นเบาะรองรับของพวกเราได้จริง นั่นคือ “ระบบประกันสังคมแบบถ้วนหน้า” นำทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 และปรับปรุงให้ประกันสังคมที่มีอยู่ให้ตอบสนองต่อวิกฤต เป็นเบาะรองรับของแรงงานได้จริง

แรงงานจำนวนมากใน ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน เกษตรกร ลูกจ้างในกิจการขนาดเล็ก แรงงานในภาคการเมือง แม้จะมีนายจ้าง แต่ก็ไม่มีประกันสังคม

ในเชียงใหม่เอง เมืองท่องเที่ยว ยิ่งมีอาชีพอิสระเยอะ นักดนตรี ไรเดอร์ ฟรีแลนซ์ต่างๆ เต็มไปหมด แต่ไม่มีเบาะรองรับอะไรเลย

เราไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมสวัสดิการต้องไปผูกติดอยู่กับการทำงานในระบบเท่านั้น แรงงานจะควรค่าได้รับสวัสดิการก็ต่อเมื่อทำงานได้เท่านั้นหรือ? ทำไมคนเหมือนกัน ทำงานเหมือนกัน แต่กลับได้รับสวัสดิการต่างกัน ทำไมแรงงานนอกระบบ ถึงไม่สมควรรับได้เงินค่าคลอดบุตร เงินอุดหนุนบุตร ค่าทำฟัน 

การแบ่งแยกแรงงานออกจากกัน สวัสดิการต่างกัน มีความคุ้มครองต่างกัน ยิ่งทำให้พวกเราแรงงานอ่อนแอลง เรียกร้องกันคนละแบบ ผลประโยชน์ใครผลประโยชน์มัน เพราะระบบกฎหมายแบ่งแยกเราออกจากกัน ทำให้เราไม่ชนะ เพราะเราไม่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เราไม่อยากเห็นภาพนี้อีกแล้ว ดังนั้นเราขอประกาศให้วาระ ประกันสังคมถ้วนหน้า เป็นวาระของแรงงานทั้งประเทศนี้ร่วมกัน ถ้าเรารวมกันไว้ คุยกันให้มากขึ้น ยื่นข้อเสนอฉบับเดียวกัน ทั้งประเทศ เขาก็คงจะปฏิเสธเราไม่ได้อีกต่อไป 

4. ประกันสังคมที่เราอยากเห็น เป็นดังนี้

  • ทุกคนมีประกันสังคม ม.33
  • การรักษาพยาบาลสิทธิเดียวทั้งประเทศ รวม 3 กองทุนสุขภาพเข้าด้วยกัน รพ.ไม่แออัด
    ไม่แอบเรียกเก็บเงินเพิ่ม  และเราต้องไม่ลืมทำให้แรงงานทางการแพทย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย
  • หลังจากป่วยแล้ว ยามชราที่เราทำงานไม่ได้ เราต้องมีบำนาญที่เลี้ยงชีพได้จริง มีบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าเดือนละ 3พันบาท แรงงานที่เคยอยู่นอกระบบก็ต้องได้รับบำนาญ และผ่านบำนาญสูตร CARE ที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนเชียงใหม่ที่สุด เพราะเชียงใหม่มีผู้ประกันตนม.39มากที่สุดในประเทศ
  • แต่ถึงกระนั้น เราก็จะยังไม่ได้บำนาญอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะมีเพดานกั้นเราไว้ ควรปลดเพดานเงินสมทบ จ่ายประกันสังคมมาก ได้สวัสดิการกลับมามาก ไม่ติดเพดานแค่ 17,500 เราอยากเห็นชนชั้นกลางได้ใช้ประโยชน์จากสวัสดิการของรัฐอย่างเต็มที่ ไม่หนีไปซื้อสวัสดิการจากภาคเอกชน ซึ่งจะยิ่งส่งเสริมให้เกิดความเหลื่อมล้ำ
  • หลังปลดเพดานเงินสมทบแล้ว เรายังจะได้เงินประกันการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งควรเพิ่มเป็น 80% ของเงินเดือนในภาวะผันผวนเช่นนี้ ต้องเพียงพอให้คน “อยู่รอดได้” ระหว่างหางานใหม่ โดยไม่ต้องยอมตะครุบทุกงานที่เข้ามาตรงหน้า แม้ว่าจะเป็นงานที่เอาเปรียบก็ตาม ให้เรามีเวลาว่างไปศึกษาหาความรู้ แล้วได้ทำงานที่ดีขึ้น พัฒนาเศรษฐกิจได้มากกว่าเดิม
  • เพิ่มอัตราเงินว่างงานจากเหตุสุดวิสัยให้เป็น 80% ให้นิยามครอบคลุมฝุ่นพิษ น้ำปนเปื้อนในภาคเหนือ ความร้อนที่ร้อนเกินไป เพราะเราไม่ต้องการเห็นแรงงานต้องจำใจทำงานในสภาพแวดล้อมที่ทำร้ายตัวเอง
  • เงินอุดหนุนเด็กเล็ก เด็กโต ค่าคลอด ค่าฝากครรภ์ แบบถ้วนหน้า เพราะการทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตมาอย่างมีคุณภาพคือภาระที่สังคมต้องรับผิดชอบร่วมกัน
  • ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ยากมากๆ ถ้าเราไม่เอาประกันสังคมออกนอกระบบราชการก่อน ให้ประกันสังคมมีสถานะเป็นอิสระเหมือนนสปสช. เหมือนแบงก์ชาติ

นอกจากนี้เรายังเสนอให้ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ายกระดับผลิตภาพแรงงานจริง จากที่คนเชียงใหม่ส่วนใหญ่ทำ 6 อยู่, ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับสม่ำเสมอทุกปี, แรงงานทุกคน ทุกสภาพการจ้าง ทุกเชื้อชาติ มีสิทธิรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน, การทำงานในตลาดแรงงานที่เท่าเทียมกันระหว่าง หญิง ชาย และ LGBT, สิทธิในอากาศสะอาด โดยการผ่านร่างพรบ.อากาศสะอาด, สิทธิในการเดินทางโดยการมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี ราคาถูก, การยกเลิกพรบ.การปราบปรามและการค้าประเวณี เพื่อไม่ให้พี่น้องพนักงานบริการถูกตีตรา

นี่คือรัฐสวัสดิการที่เราอยากเห็น ไม่ว่าสงครามจะเกิดขึ้นที่ใดในโลก ไม่ว่าเศรษฐกิจจะผันผวนเพียงใด  หากเรามีรัฐสวัสดิการที่ดี มีระบบประกันสังคมถ้วนหน้า ชีวิตของแรงงานจะไม่ต้องถูกกำหนดโดยชนชั้นนำ หรือนายทุนเพียงไม่กี่คนอีกต่อไป

เครือข่ายแรงงานภาคเหนือ 2026




ข้อเรียกร้องวันแรงงาน 2026

 

เรียน นายกรัฐมนตรี / ประธานสภาผู้แทนราษฎร / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน / ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

เรื่อง ข้อเรียกร้องวันแรงงานสากล ปี พ.ศ. 2569 ธีม “ไม่มีประกันสังคม ไม่มีความมั่นคง”

ด้วยวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันแรงงานสากล” ซึ่งเป็นวันที่คนทำงานทั่วโลกได้รำลึกถึงการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมของคนทำงาน เป็นการยกย่องและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของคนทำงานในทุกสาขาอาชีพ สิทธิอันชอบธรรมที่คนทำงานสมควรได้รับในฐานะมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ในฐานะที่คนทำงานเป็นส่วนสำคัญหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้าและทัดเทียมกับนานาประเทศ  

ปีนี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมให้เห็นถึงคุณค่าความสำคัญของคนทำงาน เครือข่ายแรงงานภาคเหนือ ร่วมกับคนทำงานทุกสาขาอาชีพจึงขอเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐบาลปรับปรุงระบบประกันสังคมโดยเร่งด่วน เพื่อให้แรงงานทุกคน เข้าสู่ระบบประกันสังคมแบบถ้วนหน้า โดยไม่แบ่งแยกอาชีพ สภาพการจ้าง และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ ตามหลักเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ตลอดจนเพิ่มสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ เช่น เงินอุดหนุนบุตร ค่าคลอดบุตร บำนาญ ประกันการว่างงาน ค่ารักษาพยาบาล บำนาญชราภาพ ดังต่อไปนี้

1.1 เร่งออกพรบ.กำหนดให้แรงงานทุกคน ทุกอาชีพเข้าสู่ระบบประกันสังคมอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ

1.2 ปรับปรุงเงื่อนไขการเกิดสิทธิในกองทุนประกันสังคม โดยให้ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิได้ทันทีหลังจากที่มีการเข้าสู่ระบบประกันสังคม

1.3 ปฏิรูปประกันสังคมให้ออกจากระบบๅราชการ มีความยึดโยงกับประชาชน ตอบสนองต่อประชาชนในยามวิกฤตได้ เปิดเผยข้อมูลทุกอย่างเพื่อความโปร่งใส เพื่อลดการทุจริตภายในกองทุน เพื่อให้ประกันสังคมเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของประชาชน

1.4 การรักษาพยาบาลสิทธิเดียวทั้งประเทศ รวม 3 กองทุนสุขภาพเข้าด้วยกัน รพ.ไม่แออัด เพิ่มบทลงโทษของรพ.ที่แอบเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม

1.5 ด้านบำนาญ รัฐบาลควรนำสูตรบำนาญใหม่ (CARE) มาบังคับใช้โดยเร็ว จะส่งผลดีอย่างมากต่อแรงงานในเชียงใหม่ เนื่องจากเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีผู้ประกันตนม.39 มากที่สุดในประเทศไทย ตลอดจนปลดเพดานเงินสมทบให้มากกว่านี้ เพื่อให้ชนชั้นกลางได้ประโยชน์สูงสุดจากระบบบำนาญของรัฐ ไม่หนีออกไปใช้ระบบเอกชน

1.5 บอร์ดประกันสังคมต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น และสนับสนุนให้ใช้ระเบียบเลือกตั้งชุดเดิม นั่นคือแรงงาน 1 คน เลือกบอร์ดได้ 7 คน

1.6 ปรับแก้พระราชบัญญัติประกันสังคมเพื่อให้แรงงานข้ามชาติซึ่งเป็นผู้ประกันจนในระบบประกันสังคมสามารถลงคะแนนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม และสามารถเป็นผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคมได้ 

1.7 เพิ่มอัตราเงินว่างงาน เป็น 80% เพื่อให้สอดคล้องกับความไม่แน่นอนของการจ้างงานในสถานการณ์ปัจจุบัน และให้แรงงานมีเงินไปเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ

1.8 เพิ่มอัตราเงินว่างงานจากเหตุสุดวิสัยให้เป็น 80% ให้นิยามครอบคลุมฝุ่นพิษ น้ำปนเปื้อนในภาคเหนือ ความร้อนที่ร้อนเกินไป เพราะเราไม่ต้องการเห็นแรงงานต้องจำใจทำงานในสภาพแวดล้อมที่ทำร้ายตัวเอง

1.9 รัฐบาลต้องชำระเงินสมทบที่รัฐบาลค้างจ่ายกองทุนประกันสังคมอยู่ราว 50,000 ล้านบาทโดยเร็ว การที่รัฐไม่ยอมจ่าย ทำให้ประกันสังคมเกิดค่าเสียโอกาสจากการลงทุนตกราวปีละ 1,500 ล้านบาท

1.10 เพิ่มอัตราการสมทบของผู้ที่มีรายได้เกินกว่า 17,500 บาทในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้การสมทบเป็นแบบถดถอย (regressive) กล่าวคือ มีมากต้องจ่ายสมทบมากเช่นเดียวกับภาษี ซึ่งจะทำให้ผู้ที่สมทบมาก ได้สวัสดิการมากขึ้นเช่นกัน ไม่หนีไปใช้สวัสดิการจากเอกชน ตลอดจนปลดเพดานเงินสมทบ

1.11 เร่งแก้ไขกฎกระทรวงการจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย โดยให้แรงงานข้ามชาติในระบบประกันสังคมที่ต้องการกลับประเทศต้นทางและไม่ประสงค์ที่จะพำนักในประเทศไทยอีกต่อไปสามารถยื่นรับเงินจากกองทุนบำเหน็จชราภาพได้ทันที

2. ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการรับรองอนุสัญญา ILO และดำเนินการต่อเนื่องหลังรับรองอนุสัญญา ดังนี้

2.1 อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง และดำเนินการปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 โดยเร่งด่วนเพื่อให้แรงงานทุกภาคส่วนมีอิสระในการรวมตัวจัดตั้ง หรือเข้าร่วม และการต่อรองกับนายจ้างด้วยการจัดตั้งสหภาพแรงงานได้โดยไม่กระทบต่อการจ้างงาน

2.2 อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 189 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าสำหรับลูกจ้างทำงานบ้าน เพื่อส่งเสริมสิทธิของแรงงานทำงานบ้านและดำเนินการปรับปรุงกฎหมายหมาย กฎกระทรวง ระเบียบต่าง ๆ  เพื่อส่งเสริมสิทธิของลูกจ้างทำงานบ้านโดยเร็วที่สุด และต้องมีกลไกเพื่อคุ้มครองลูกจ้างแรงงานทำงานบ้านให้ได้รับสิทธิ และสวัสดิการ โดยเฉพาะลูกจ้างทำงานบ้านที่ทำงานในบริเวณที่พักอาศัยของนายจ้างจะต้องได้รับการจัดหาที่พักและอาหารที่สะอาด ถูกหลักสุขอนามัย เพื่อความปลอดภัยและทำให้แรงงานได้พักผ่อนเพียงพอและมีศักยภาพในการทำงาน

2.3 อนุสัญญา ILO 181 ว่าด้วยบริษัทจัดหางานเอกชน ตามมาตรา 7 บริษัทนายหน้าต้องไม่คิดค่าบริการใดๆ จากคนงานไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ตามคำแนะนำของ UN และ ILO

2.4 อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 81 ว่าด้วยการตรวจแรงงาน ฉบับที่ 129 ว่าด้วยการตรวจแรงงานเกษตรกรรม และฉบับที่ 190 ว่าด้วยการต่อต้านความรุนแรงและการล่วงละเมิดในโลกแห่งการทำงาน 

3. ขอให้รัฐบาลกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า 713 บาทต่อวัน อ้างอิงจากหลักค่าจ้างเพื่อชีวิต (Living Wage) งานวิจัยของ 101World นั่นหมายถึงค่าจ้างที่ทำให้แรงงานสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นหลักในการพิจารณาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ และใช้ค่าจ้างอัตราเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ด้านงานที่มีคุณค่า (Decent Work) และด้านการลดความเหลื่อมล้ำ นอกจากนี้รัฐบาลต้องแก้ไขกฎกระทรวงให้การสรรหาคณะกรรมการค่าจ้าง ซึ่งทำหน้าที่กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ มีความโปร่งใสและเป็นประชาธิปไตย เปิดเผยบันทึกการประชุมค่าจ้างทุกครั้ง เปิดเผยข้อมูลและสูตรการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำ

4. รัฐต้องกำหนดเวลาทำงานพื้นฐาน 4 วัน หรือ 32 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานทุกภาคส่วนจะได้รับความคุ้มครองและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีเวลาใช้ชีวิตของตัวเอง โดยเฉพาะบุคลากรด้านสาธารณสุขต้องทำงานไม่เกิน 60 ชม.ต่อสัปดาห์ อีกทั้งยังได้รับการพิสูจน์ในหลายประเทศแล้วว่าทำให้แรงงานมีผลิตภาพมากขึ้น, เพิ่มวันลาพักผ่อนประจำปีไม่ต่ำกว่า 25 วัน/ปี

5. รัฐบาลต้องให้ความคุ้มครองด้านแรงงานแก่แรงงานทุกกลุ่มโดยไม่แบ่งแยกและไม่เลือกปฏิบัติ แรงงานทุกกลุ่มต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานภาครัฐ แรงงานมหาวิทยาลัย แรงงานภาคประชาสังคมที่ไม่แสวงหาผลกำไร แรงงานที่ทำงานให้พรรคการเมือง แรงงานอิสระ แรงงานแพลตฟอร์ม แรงงานนอกระบบ แรงงานภาคเกษตร แรงงานประมง แรงงานข้ามชาติ แรงงานที่ทำงานบ้าน ลูกจ้างชั่วคราวเหมาค่าแรงของภาครัฐ แรงงานบริการ 

6. รัฐบาลต้องมีการบังคับใช้กฎหมายแรงงานที่มีอยู่แล้วอย่างเคร่งครัด แรงงานจำนวนมากยังต้องทำงานโดยได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ยังต้องทำงานเกินชั่วโมงการทำงานโดยไม่ได้รับค่าล่วงเวลา ยังถูกหักค่าจ้างเป็นการลงโทษ นายจ้างหักเงินแต่ไม่นำส่งประกันสังคม ฯลฯ เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างมาก โดยรัฐต้องเพิ่มจำนวนพนักงานตรวจแรงงานให้มากขึ้น 10 เท่า จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 1 คน ต่อประชากร 100,000 คน เป็น 1 ต่อ 10,000 คน เพื่อความครอบคลุมในการบังคับใช้กฎหมาย และต้องสร้างระบบที่ให้สามารถตรวจสอบเรื่องร้องเรียนด้านแรงงานทางออนไลน์ได้ และต้องเพิ่มโทษของนายจ้างที่ละเมิดสิทธิแรงงาน ทั้งเพิ่มโทษปรับ โทษจำคุก และเพิกถอนสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เช่น การลดหย่อนภาษี ให้กองติดตามและประเมินผลของ BOI มีช่องทางร้องเรียนด้านการละเมิดสิทธิแรงงานเพื่อเพิกถอนสิทธิประโยชน์

7. รัฐบาลต้องกำหนดมาตรการในการกำจัดการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิทั้งทางการเมืองและทางเพศ สนับสนุนพรบ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล และยกเลิกระเบียบที่ละเมิดสิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น ต้องไม่มีการกำหนดและตรวจสอบความคิดทางการเมืองก่อนและหลังเข้าทำงาน ต้องไม่มีการตรวจสอบการตั้งครรภ์ก่อนเข้าทำงาน ค่าจ้างในตำแหน่งเดียวกันต้องเท่ากันทุกเพศ ต้องมีมาตรการการตรวจสอบและลงโทษการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน ทั้งรัฐต้องส่งเสริมสิทธิของผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศในทุกมิติ เข้าถึงกองทุนและการสนับสนุนของรัฐ เช่น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี 

8. รัฐบาลต้องยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)จากผ้าอนามัย และต้องจัดให้มีการแจกผ้าอนามัยฟรีให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อแก้ปัญหาความจนประจำเดือน (Period Poverty) ที่ส่งผลเสียอย่างอื่นตามมา และขยายวันลาป่วยที่จะได้รับค่าจ้างเป็นปีละ 45 วัน โดยเพิ่มสิทธิการลาปวดประจำเดือนของแรงงานหญิง

9. รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเร็วที่สุด โดยการผ่านร่าง พรบ.อากาศสะอาด ห้ามนำเข้าสินค้าที่มีกระบวนการผลิตจากการเผา และกำหนดให้ผู้ปล่อยมลพิษต้องจัดทำรายงานความโปร่งใสให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพราะผู้ที่ได้รับกระทบมากที่สุดจากฝุ่นคือแรงงานที่ทำงานนอกบ้าน ไม่สามารถหยุดงานได้ เช่น แรงงานก่อสร้าง แรงงานส่งอาหาร พนักงานรักษาความปลอดภัย ผู้ประกอบอาชีพค้าขายอิสระ ฯลฯ

10. รัฐบาลต้องสร้างระบบขนส่งสาธารณะพื้นฐาน รถไฟทุกอำเภอ รถเมล์ทุกตำบล เลนจักรยาน ซึ่งจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นลดภาระค่าใช้จ่ายของทั้งนายจ้างและแรงงานในการเดินทาง ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ขอให้กรมการขนส่งทางบกอำนวยความสะดวกให้แรงงานข้ามชาติสามารถขอใบขับขี่ได้โดยสะดวก

11. รัฐบาลและท้องถิ่นต้องมีสถานดูแลเด็ก (Childcare) ที่มีคุณภาพในทุกเทศบาล โดยรัฐบาลกลางต้องอุดหนุนงบประมาณ เพื่อลดค่าใช้จ่าย/ภาระการเลี้ยงดูบุตรหลานของครอบครัวโดยเฉพาะแม่ ส่งเสริมให้แม่เข้าสู่ตลาดแรงงานได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังส่งผลต่อการพัฒนาทางสติปัญญาและทางอารมณ์ของเด็ก

12. รัฐบาลต้องดำเนินการยกเลิกการจ้างงานเหมาช่วง (แบนซับคอนแทร็ค) เพราะเป็นการจ้างงานที่ทำให้แรงงานเสียเปรียบอย่างมาก ทั้งด้านค่าตอบแทน สวัสดิการ และอำนาจต่อรอง ซึ่งมีผลการศึกษาในเม๊กซิโกมาแล้วว่าแรงงานได้ประโยชน์มากขึ้นโดยไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจ

13. รัฐบาลต้องยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี เพื่อเลิกการตีตราและกดทับพนักงานบริการทางเพศ

14. รัฐบาลต้องปรับแก้กฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานผู้มีความหลากหลายทางเพศ จากการคุกคาม ทำร้ายร่างกาย หรือถูกกระทำรุนแรงที่เกิดจากความเกลียดชัง (Hate Crime) และการเตรียมเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ (Grooming) และเพิ่มบทลงโทษต่อผู้กระทำความผิด

15. รัฐบาลต้องขยายแหล่งที่มาของรายได้ในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยให้จัดเก็บเงินจากนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในประเทศไทย เพื่อเป็นเงินสำรองจ่ายให้กับคนงานในกรณีปิดกิจการ หรือเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย เนื่องจากที่ผ่านมามีนักลงทุนจำนวนมากไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานในกรณีปิดกิจการหรือเลิกจ้างคนงาน โดยผลักภาระให้กับคนงานดำเนินคดีความเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนเอง และมีคนงานจำนวนมากชนะคดีแต่ไม่ได้รับการชดเชยแต่อย่างใด เพราะนักลงทุนอ้างว่า ไม่มีเงิน ล้มละลาย หรือหนีออกนอกประเทศ

16. รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่เป็นระบบและเป็นนโยบายระยะยาว 5 – 10 ปีที่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน การไม่เลือกปฏิบัติ เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานและการอนุญาตให้อยู่ในประเทศ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นดังต่อไปนี้

16.1 ให้ยกเลิกการใช้บริษัทภายนอก (Outsource) เข้ามาจัดการระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ และให้กรมจัดหางานเข้ามาบริหารจัดการและให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินการ

16.2 แรงงานข้ามชาติสามารถดำเนินการขึ้นทะเบียนและต่อใบอนุญาตทำงานได้ด้วยตนเองได้โดยไม่มีการปิดกั้นและดำเนินการได้ตลอดทั้งปี โดยกำหนดระเบียบขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและต่อใบอนุญาตทำงานแรงงานข้ามชาติที่ไม่ซับซ้อน ใช้เอกสารและค่าใช้จ่ายน้อย และมีศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service: OSS) ที่เปิดให้บริการตลอดทั้งปี เพื่อลดการพึ่งพานายจ้างและนายหน้าซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายทางอ้อมของการขึ้นทะเบียนและขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติได้

16.3 รัฐต้องกำหนดกลไกหรือมาตรการที่ทำให้เกิดการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานและการอาศัยอยู่ในประเทศของแรงงานข้ามชาติ เพื่อส่งเสริมสิทธิและการปกป้องคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ

16.4 กำหนดบทลงโทษนายหน้าหรือนายจ้างที่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนและต่อใบอนุญาตทำงานที่นอกเหนือจากกฎหมายกำหนด

16.5 กำหนดระยะเวลาของใบอนุญาตทำงานแรงงานข้ามชาติและการต่อวีซ่าให้สอดคล้องกับอายุของหนังสือเดินทาง หรือเอกสารบุคคลของแรงงานข้ามชาติ

16.6 ขยายอายุการจ้างแรงงานข้ามชาติจนถึงอายุ 60 ปี และขยายการเข้าถึงบัตรประกันสุขภาพตามอายุการจ้างงาน

16.7 แรงงานข้ามชาติสามารถทำงานได้ตามทักษะความสามารถ และวุฒิการศึกษา การอนุญาตทำงานมีความยืดหยุ่น ไม่จำกัดประเภทงาน และไม่ต้องขึ้นอยู่กับนายจ้างเพียงคนเดียว โดยอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติสามารถทำงานกับนายจ้างอื่นนอกเวลาทำงานที่ระบุตามใบอนุญาตทำงานได้ เช่น แรงงานข้ามชาติที่ทำงานในภาคเกษตรสามารถไปทำงานก่อสร้างในช่วงระหว่างการดูแลรักษาเพื่อรอการเก็บเกี่ยวผลผลิต หรือแรงงานก่อสร้างสามารถไปทำงานเป็นลูกจ้างในตลาดได้ระหว่างที่นายจ้างกำลังหางานก่อสร้างแห่งใหม่

16.8 ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติทุกคนเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ โดยการปรับอัตราค่าประกันสุขภาพผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่อายุไม่เกิน 18 ปี เป็นอัตรา 365 บาท/ปี/คน เนื่องจากยังมีสถานะเป็นเด็กเยาวชนและไม่มีรายได้ และต้องเข้าถึงการได้รับบริการสุขภาพทุกแห่งทั้งภาครัฐและเอกชนที่ใกล้ที่สุด โดยไม่จำกัดเพียงสถานพยาบาลที่ระบุในบัตรประกันสุขภาพ โดยแรงงานข้ามชาติต้องไม่ถูกทวงถามสิทธิก่อนการรักษา และได้รับการรักษาโดยไม่บ่ายเบี่ยง

16.9 ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติทุกคนเข้าถึงสิทธิการศึกษาอย่างเท่าเทียมและต่อเนื่อง ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และกำหนดแนวทางปฏิบัติในการเทียบโอนผลการเรียนของนักเรียนระหว่างประเทศไทย – ประเทศต้นทางที่ชัดเจน

16.10 ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติต้องได้รับความคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ถูกจับปรับหรือคุมขังโดยอำเภอใจ และไม่ถูกบังคับใช้แรงงาน

16.11 ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงการปรับสถานะบุคคลได้ตามที่กฎหมายกำหนด โดยสร้างมาตรการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ใช้เวลาสั้น และโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

17. ในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศเมียนมาส่งผลให้มีผู้อพยพเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เครือข่ายแรงงานภาคเหนือขอให้รัฐบาลยุติการกักขังและบังคับส่งกลับทั้งแรงงานและผู้อพยพจากประเทศเมียนมา รวมถึงการอนุญาตให้อยู่อาศัย ทำงาน เข้าถึงการบริการด้านสุขภาพ การศึกษา และการเดินทาง โดยเร่งด่วน

 

ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เครือข่ายแรงงานภาคเหนือ

1 พฤษภาคม 2569

 

ติดต่อประสานงาน

เลขาธิการเครือข่าย    : ศุภลักษณ์  บำรุงกิจ  โทรศัพท์  095 068 77707

: เริงฤทธิ์ ละออกิจ 0992836664

อีเมล์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.